ทับ เป็นเครื่องดนตรีหลักในการบรรเลง ควบคุม และเปลี่ยนจังหวะตามการร่ายรำของผู้แสดง หรือเรียกกว่าเป็นเครื่องดนตรีกำกับจังหวะ ทำนอง คือทับ
.
ทับจะมีด้วยกัน 2 ลูก ลูกหนึ่งเป็นเสียงแหลม เรียกว่า ลูกฉับ อีกลูกเป็นเสียงทุ้ม เรียกว่า ลูกเทิง ลักษณะของทับจะคล้ายกับโทน ในภาคกลาง ทำด้วยไม้ขนุน ใช้เส้นเอ็นในการดึงเพื่อให้หน้าทับตึงโดยจะร้อยเข้ากับเชือกที่ถักร้อยกับหน้าทับ ส่วนที่เป็นหน้าทับจะหุ้มด้วยหนังสัตว์ เช่น หนังค่าง หนังวัวและหนังแพะ เป็นต้น
.
ในปัจจุบันวัสดุชนิดนี้หายากขึ้น จึงได้เปลี่ยนมาเป็นฟิล์มเอกซเรย์ ในการหุ้มหน้าทับแทน ซึ่งเป็นวัสดุที่หาได้ง่ายกว่าหนังสัตว์และสามารถนำ มาทดแทนได้ โดยโนราบางคณะยังคงใช้หนังสัตว์ในการหุ้มหน้าทับหรือบางคณะก็ได้ปรับเปลี่ยนมาใช้วัสดุทดแทน อายุการใช้งานของหน้าทับจะอยู่ที่ 5-10 ปีขึ้นอยู่กับการเก็บรักษาของผู้ใช้ ข้อดีของหนังค่าง ในการบรรเลงจะเกิดเสียงที่ไพเราะก้องกังวาน และสามารถบรรเลงได้เป็นระยะเวลานาน โดยที่ไม่ทำ ให้ปวดหรือบวมที่ฝ่ามือ ข้อเสียของหนังค่าง การเก็บรักษา จะทำ ได้ยาก เมื่อหนังเกิดความชื้นจะทำ ให้หน้าทับหย่อนหรือเก็บไว้โดยที่ไม่ได้บรรเลงเป็นเวลานาน จะทำ ให้หนังเกิดเป็นเชื้อรา ซึ่งจะมีปัญหามากในช่วงฤดูฝน ข้อดีของฟิล์มเอกซเรย์ สามารถตีบรรเลงเกิดเสียงฉับได้อย่างชัดเจน ทนต่อสภาพอากาศ ข้อเสียของฟิล์มเอกซเรย์ ไม่ควรโดนแสงแดดเป็นเวลานาน จะทำ ให้หน้าทับกรอบบางของมีคมทุกชนิดอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อหน้าทับได้เมื่อตีไประยะหนึ่งหน้าทับจะหย่อน เกิดจากการตีเพื่อให้เกิดเสียง ผู้บรรเลงจะต้องดึงหรือกวด เพื่อให้หน้าทับตึงอยู่สม่ำเสมอ


